2007/Feb/22

ครูบ้านนอก'89

ตอน ฉันคือ ครูบ้านนนอก

..

..

จุดเริ่มต้น ในชีวิต

ไม่เคยคิดว่าอยากจะมีอาชีพเป็น คุณครู แต่อย่างใด

ครู ไม่ใช่อาชีพในฝัน

และอย่างว่า .. เพราะเราไม่เคยคิดที่อยากจะเป็น

จึงไม่เคยเลือกเส้นทางเรียน เฉียดกับสายอาชีพนี้เลย

..

..

ก้าวแรก ที่เริ่มก้าวเท้าเดินเข้า มูลนิธิกระจกเงา

หลังจากที่ได้ตัดสินใจเดินทางเข้าสู่โครงการครูบ้านนอก

ผู้ชายคนนึง ผอม สูง ที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ คนอาสา (ครูจะเด็ด)

ยกมือไหว้เรา ที่อายุน้อยกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด (ชมตัวเองว่าหน้าอ่อน)

และ พูดออกมาเสียงดังฟังชัดว่า

"ครูครับ สวัสดีครับ.."

..

นั่นคือ คำว่า ครูคำแรก ที่ถูกเรียก

ไม่ชินหรอก .. รู้สึกกระดากใจมาก ที่เขาเรียกเราว่าครู ทั้งที่เกิดมาไม่เคยสอนใคร

และไม่ได้เรียนครู หรือใช้ชีวิตเฉียดกับคำว่า "ครู"

..

..

หลังจากที่อาสาสมัครทุกคน ร่วมเดินเท้า ออกแรงก้าวขาเข้าสู่เส้นทางเดินดินลูกรัง

เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ หมู่บ้านผามูบ และจะไปสอนที่ ร.ร.บ้านผาขวางพัฒนา

นับตั้งแต่นาทีนั้น อาสาสมัครทุกคน ที่เข้าโครงการนี้ จะถูกเรียกนำหน้าชื่อ

ว่า "ครู.."

หลายวันที่อยู่ในโครงการ ไม่ได้ยินคำที่เรียกนำหน้า

ที่มักจะถูกเรียกว่า "พี่...." , "น้อง..." หรือ "คุณ.." ที่เคยได้ยินจนชินหู

ไม่ว่าจะมาจากที่ไหน อายุเท่าไหร่ เพศใด

ตอนนี้ ทุกคนเท่าเทียมกัน

..

..

ก้าวแรกที่เดินเข้าไปสอน..เด็กนักเรียน วิ่งกรูกันเข้ามาในห้องเรียน

ทำหน้าเขินอาย.. คงเพราะพวกเราคือ คนแปลกหน้า สำหรับพวกเขา

เด็กพวกนี้ ปกติจะทะโมนเพียงใด ยังไม่ปรากฏอาการให้เห็น

แต่สิ่งที่หนักใจสำหรับครูมือใหม่อย่างเรา

คือ

ความเงียบนั่นเอง

..

..

ฉันได้มีโอกาส ได้เข้าไปสอนห้อง ป.3

ห้องเรียนอยู่บนชั้นสอง ขนาดประมาณ 3*3 ม.

มีนักเรียน ทั้งชั้น อยู่ 9 คน

ชาย 6 หญิง 3

โดยที่มีครูร่วมสอน 6 คน

..

..

ครูทั้งหก มองหน้ากันเหมือนกับขอความช่วยเหลือ ทางสายตา

ว่า

ทำไงต่อดีค่ะครู เราจะเริ่มต้นยังไงกันดี

มีเสียงดังมาจากครูอ้อ ผู้ที่นับได้ว่าเป็นครูผู้มีอายุน้อยที่สุดในห้อง

"วันนี้ อยากเรียนวิชาอะไรค่ะ..??"

ในใจบรรดาครูทั้งหลาย ก็คาดหวังว่า เหล่านักเรียนคงอยากวาดรูป

หรือไม่ก็ต้องอยากฟังนิทาน หรือไม่ก็อยากร้องเพลง

แต่ที่แน่ๆ เด็กๆคงอยากออกไปวิ่งเล่น เป็นแน่แท้

แต่คำตอบ ที่เหล่านักเรียนตอบเป็นภาษาไทยเสียงเพี้ยนๆ ดังว่า

"วิชาเลข ค่ะ / ครับ"

- * -

..

..

แล้ววิชาแรกของห้องชั้นป.3 คือ เลข

ตามคำเรียกร้องค่ะ

เหล่าครูเองก็ลืมไปนานแล้วว่า เลขสมัยป.3 มันมีอะไรบ้าง

เปิดตำรา .. คูณเลขสองหลัก

หารเลขสองหลัก

แล้ววิชาแรก ก็ผ่านไป อย่างกะท่อนกะแท่น

ครูแต่ละท่านก็ต้องเข้าไปสอนเด็กหารเลขกันอย่างใกล้ชิด

และฉันเอง ได้สอนเด็กชาย ชูศักดิ์

และอดไม่ได้จริงๆ ที่จะ แอบหยิบดินสอ เข้าไปช่วยเขาเขียน

(เพราะ ไม่ทันใจครู)

..

..

หลายวิชาผ่านไป

เพลงดอกลั่นทม วิ่งเข้ามาในสมองของฉัน ยามฉุกเฉิน

ในชั่วโมงที่มองเห็นหน้าเบื่อๆของเหล่านักเรียนตัวน้อย

เราเริ่มร้องเพลง ดอกลั่นทม พร้อมท่าประกอบ

เริ่มมีรอยยิ้ม เริ่มมีความสามัคคีในเหล่าครูมากขึ้น

ก่อนเที่ยง เราสัญญากับนักเรียนว่า

บ่ายนี้ เราจะสอนพวกเขาพับกบกระดาษ

แล้วจะเอากบที่พับได้ ไปกระโดดแข่งกัน

..

นี่คือผลงาน ของพวกเขา และฉัน

การพับกระดาษ อย่างตั้งอกตั้งใจ

และพากันระบายสีกบของตัวเอง..เพื่อให้สวยงาม ที่สุด

โดยปกติ ตอนเช้า หลังจากที่มีการเคารพธงชาติ

จะมีการทำกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างครู และนักเรียนทั้งหมด

ตั้งแต่ออกกำลังกาย รวมไปถึง สันทนาการต่างๆ

รอยยิ้ม และ เสียงหัวเราะ เริ่มต้นได้ง่ายๆ

จากความใสซื่อ และ บริสุทธิ์ของเหล่านักเรียนเอง

เหล่าครูบ้านนอกที่ได้มีโอกาสมาสัมผัส การสอนจริงนั้น

ต่างอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ว่าครั้งหนึ่ง เราเคยได้เข้ามาสัมผัสส่วนที่ใกล้ที่สุด ของการเป็นครู

การได้สอนหนังสือ ได้ถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้กับเหล่าอนาคตของชาติ

แต่ที่สำคัญ ฉันเชื่อว่า ครูทุกท่าน

อดไม่ได้ที่จะเก็บภาพถ่ายของเหล่านักเรียน

เพราะความน่ารัก ใส ซื่อ ไร้เดียงสาของเขา

สำเนียงแปร่งๆ ของนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก

บางคนเขียนหนังสือ ภาษาไทย แบบไม่มีหัว

แต่ทุกคน ก็มีความพยายาม และตั้งใจ ที่จะอ่านหนังสือภาษาไทยให้ได้

ท่องแม่สูตรคูณให้เก่ง .. นั่นคือ ความอุตสาหะ ที่ฉันสัมผัสได้อย่างชัดเจน

กิจกรรมการสอน สองวันเต็มๆ กับโรงเรียนบ้านผาขวางพัฒนา สาขาบ้านแคววัวดำ

ได้หลอมรวมความกลมเกลียวให้กับกลุ่มครู ที่ต่างที่มาได้อย่างง่ายๆ

เพียงแค่ มีจุดมุ่งหมายและจุดประสงค์เดียวกัน

การสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้น จึงไม่ยากเย็น

..

..

ค่ำคืนหนึ่ง ของเหล่าครู

ท่ามกลางความมืดมิด มองเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้าอย่างชัดเจน

ลมหนาว ยังพัดโชยมา ...หลังจากทำกิจกรรมรอบกองไฟแล้ว

เหล่าครูถูกเรียกให้มานั่งพูดคุยเรื่องราวมากมาย หน้าลานแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน

ครูจะเด็ด หัวหน้าโครงการคนอาสา.. ได้เปิดประเด็นที่น่าสนใจว่า

หากเราไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วเราอยากเกิดเป็นอะไร

..

..

ครูแต่ละท่านก็ได้รับกระดาษให้เขียนคำตอบของแต่ละคน พร้อมเหตุผล

แล้ว พับคำตอบรวมกัน แล้วจับสลาก ให้ทายว่า คำตอบในกระดาษที่เราได้

น่าจะเป็นของครูท่านใด

..

..

กระดาษค่อยๆถูกเปิดออก คำตอบค่อยๆหลั่งไหล ถ่ายทอดออกมาทีละท่าน

คำตอบของครูทั้ง 27 คน

จำนวนครึ่งหนึ่งของครู .. เขียนคำตอบว่า อยากเป็น นก

อันดับรองลงมา คือ อยากเป็น อากาศ หรือ สายลม

ต่อมา คือ อยากเป็น แมว(ฉันด้วย)

และที่แปลกๆคือ อยากเป็น หนังสือ เสื้อกันหนาว ฯลฯ

..

..

สิ่งที่สังเกตุได้อย่างชัดเจน คือ

ทุกอย่างที่ครูอยากจะเป็น มักจะมีเหตุผล เพราะต้องการ อิสระ

ประเด็นนี้..คงต้องไปตามหาเหตุผลกันเอง

แต่มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากพอที่จะให้ฉันได้ขบคิด ระหว่างการเดินกลับไปนอนที่บ้าน

ทุกท่านมาจากคนละที่ ..

แต่ มีจุดประสงค์เดียวกันคือ มาเป็นครู และสอนนักเรียนที่ห่างไกล

และที่สำคัญ เหล่าครู มีความต้องการภายในจิตใจส่วนลึกที่เหมือนกัน

..

..



edit @ 2007/02/26 22:11:59

เราไม่เคยรู้เลยว่า ความรักมันอยู่รอบตัวเราเสมอ จนวันที่เราไป เราได้รับความรักที่มากมาย จากใครหลาย และเราก็คิดว่า ความรักมันไม่จำกัดแค่ความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวเท่านั้น มันครอบคลุมยิ่งกว่านั้น เราได้รับความรักจากเด็ก ๆ จาก หงะปา หงะเอ เค้าเหล่านั้น เราไม่เคยรู้จักมากก่อน แต่เค้าให้เราค่ะ




edit @ 2007/02/23 21:51:58
edit @ 2007/02/26 21:48:21
edit @ 2007/04/26 11:48:47

Comment

Comment:

Tweet