serendipity (n) แปลว่า การมีโชคในการค้นพบสิ่งที่ต้องการโดยบังเอิญ
destiny (n) แปลว่า ชะตากรรม
โดยปกติ ฉันไม่ค่อยชอบคำว่า destiny สักเท่าไหร่ แต่พิศมัย serendipity เสียมากกว่า
แต่ก็มักจะเห็นใครๆ ใช้ประโยค do you believe in destiny ? เสียบ่อย...
ก็เกิดสงสัยในใจตะหงิดๆ ว่าเอ...
ทำไมฉันไม่ยักกะรู้สึก ชอบคำๆนี้
ทั้งๆที่ฉันก็มีคู่รัก ที่พบกันก็เหมือนเป็น "พรหมลิขิต" เช่นกัน
พรหมลิขิต (น.) ในภาษาอังกฤษ ก็จะใช้ fate หรือ destiny
fate (n) แปลว่า โชคชะตา คำใกล้เคียง ก็มี fortune
ไม่ยักกะจะมีหนทาง ที่จะโยงไปใช้ serendipity เลย..... -"-
..ภาพยนตร์ฮอลลีวูด เรื่อง serendipity ..
ที่พระเอกกับนางเอก เจอกันด้วยความบังเอิญ.. แล้วมีสัญญาณบางอย่าง
ทำให้เขาและเธอคิดว่า เป็น "เนื้อคู่" กัน
..จึงทำการพิสูจน์ด้วย แบงค์ และ หนังสือมือสอง
ที่จะวนกลับมาหาพวกเขาอีกครั้ง...หากเป็น "เนื้อคู่" กันจริงๆ
ดูแล้ว ซึ้งมากๆเลย
เวลาห่างกันไป
อะไรๆก็จืดจาง เน๊อะ.... ตามระยะทาง และวันเวล
พอได้ใกล้กันอีกครั้ง
...ในยามที่ได้อยู่ในอ้อมกอด....
ต่อให้เวลานั้น เกลียด เขาจับใจแค่ไหน...
อยากจะด่าทอเขามากแค่ไหน
อยากจะทุบตีเขามากเท่าใด
เตรียมถ้อยคำ เพื่อมาขอเลิกรา ......
....
สุดท้าย สิ่งที่ทำ...
ในยามที่มีอารมณ์โมโห สุดหัวใจ
ยามที่เขามาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า...
จะทำอะไรได้ล่ะ
นอกจาก
..
..........
"กอดเขา" ไว้กับหัวใจตัวเอง
และร้องไห้ออกมา
...
"รัก"
สั้นๆ
แต่พลังมัน .. "มหาศาล"
...
"ความรัก"
สั้นๆ
แต่นิยามและความหมาย...เกินบรรยาย และนิยามได้
...
ยามที่ได้กอดเขา
ยามที่ได้ยินคำว่า "รัก"
ยามที่ได้ประสานมือกันไว้
เสียงหัวใจมันบอกก้อง ว่า "พรหมลิขิต..ของฉัน"
...
อ่านเจอบทความคนๆนึง บรรยายไว้อย่างน่าสนใจว่า
"พรหมลิขิต" มีจริง
และ "พรหมลิขิต" ได้ทำหน้าที่ของมันแล้วคือ...
ชักนำให้คนสองคน ที่ไม่น่าจะได้มาพบกัน
มาพบ และ รักกัน ... ในสถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้
...
แต่เมื่อ "พรหมลิขิต" ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว
ก็หมดหน้าที่.... สิ่งที่เหลือ
เป็นหน้าที่ของ "คนสองคน"
ที่จะประคับประคอง และ สานต่อความรัก ให้ราบรื่น และ ยาวนาน
...ต่อไป ก็เป็นหน้าที่ของ "เรา"